Monthly Archives: กรกฎาคม 2011

แนวคำตอบใบงาน เรื่องสิทธิมนุษยชน


                               แนวคำตอบ เรื่อง สิทธิมนุษยชน   

 

                                         

คลิกโหลด: แนวคำตอบใบงานสังคม เรื่อง สิทธิมนุษยชน (pdf.) 

                 แนวคำตอบใบงานสังคม เรื่อง สิทธิมนุษยชน (docx.) 

                                 ………………………………….

 

สังคมศึกษา

ใบงานเรื่อง สิทธิมนุษยชน

รหัสวิชา ส31101

ม. 4/17

แนวคำตอบ

อังกฤษ – ญี่ปุ่น

เอกสารประกอบการเรียนชั้นม. 4/17  1 /2554 (ห้ามเผยแพร่)

 

 

 

1. ขีดเส้นใต้คำตอบที่ถูกต้อง หรือเหมาะสมที่สุด

1. (ประโยชน์อันชอบธรรมของบุคคล)

2. (สิทธิโดยธรรมชาติ)

3. (การแบ่งแยกผิว)

4. (กฎบัตรอันยิ่งใหญ่)

5. (คณะลูกขุน)

6. (อาณานิคม 13 แห่งของอังกฤษต้องการเอกราช)

7. (ปฏิญญาว่าด้วยสิทธิของมนุษย์และพลเมือง)

8. (สมัชชา)

9. (สหภาพโซเวียต)

10. (เป็นการประหารชีวิตตามที่กฎหมายบัญญัติ)

11. (ไม่มีความผิด)

12. (บุคคลมีเสรีภาพในเคหะสถาน)

13. (การวางผังเมือง)

14. (รักษาความมั่งคงของรัฐ)

15. (ประเทศอยู่ในภาวะสงคราม)

16. (ศีลธรรม)

17. (12 ปี)

18. (กฎหมายกำหนด)

19. (สิทธิในการได้รับบริการสาธารณสุขของผู้ยากไร้)

20. (60 ปี)

21. (ศาลแพ่ง)

22. (อัยการสูงสุด)

23. (การรวมกลุ่มประท้วงรัฐบาลในช่วงประกาศกฎอัยการศึก)

2. ใช้คำหรือข้อความสั้นๆ ตอบคำถามต่อไปนี้

1. (สิทธิที่มนุษย์ทุกคนพึงได้รับในฐานะที่เกิดมาเป็นมนุษย์)

2. ( 1. กฎบัตรแมคนา คาร์ตา  2. คำประกาศเอกราชของอเมริกา 3. ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิของมนุษย์ และพลเมือง )

3. (พระเจ้าจอห์น)

4.  (4 กรกฎาคม 1776)

5. (ขุนนาง และเจ้าของที่ดิน)

6. (ค.ศ. 1947)

7. (เสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพ)

8. ( 1. สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคล  2. สิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจ และสังคม )

9. (สิทธิเสรีภาพทางเศรษฐกิจ และสังคม)

10. (จะต้องเป็นไปภายใต้ขอบเขตที่กฎหมายกำหนด)

11. (หมายตรวจค้นจากศาล)

12. (ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่พลเมือง และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีงามของประชาชน)

13. (บุคคลสัญชาติไทย)

14. (เป็นการชุมนุมโดยสงบ และปราศจากอาวุธ)

15. (ชดใช้ค่าทดแทนที่เป็นธรรมในเวลาอันสมควร)

 อภิปราย หรือเขียน

(เพื่อนๆต้องศึกษาจากในหนังสือเรียน หรือจากเอกสารที่จัดทำให้ แล้วตอบตามความคิดเห็นของตนเองครับ)

 1.ขีดเส้นใต้คำตอบที่ถูกต้อง หรือเหมาะสมที่สุด

1. (หน้าที่)

2. (เป็นหน้าที่ที่กฎหมายบัญญัติ)

3. (ดำรงชีวิตได้อย่างสงบสุข)

4. (ถูกตัดสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด)

5. (ปฏิบัติตามคำแนะนำของฝ่ายทหาร)

6. (18 ปี)

7. (20 ปี)

8. (เงินที่รัฐบาลเรียกเก็บจากประชาชนตามกฎหมาย)

9. (หลีกเลี่ยงการศึกษา)

10. (การปลูกป่า)

11. (ขยันหมั่นเพียรในการประกอบอาชีพ)

12. (สร้างความสามัคคีในสังคม)

13. (เลือกซื้อสินค้าที่จำเป็นต่อการบริโภค)

14. (ศึกษาหาความรู้)

15. (เกิดความสามัคคีในสังคม)

16. (มีความซื่อสัตย์สุจริต)

17. (เป็นสมาชิกพรรคการเมือง)

18. (รัฐสภา)

19. (รายงานต่อรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป)

20. (การฟ้องร้องตามสัญญาซื้อขาย)

21. (ค่าถ่ายเอกสาร)

22. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค)

23. (1166)

24. (ห้ามนำสินค้านั้นออกจำหน่าย)

2. ใช้คำหรือข้อความสั้นๆ ตอบคำถามต่อไปนี้

1. (เพราะเป็นระบอบการปกครองที่ยอมให้ทุกคนมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ)

2. (ข้อบังคับของประเทศ)

3. (คนในชาติทุกคน)

4. (ช่วยเหลือโดยด้านแรงงาน และสิ่งของ)

5. (อายุย่างเข้าปีที่ 7)

6. (เพิ่มผลผลิต และรายได้ มีความเจริยก้าวหน้าในอาชีพ)

7. (ลดภาวะการขาดดุลการค้าของประเทศ)

8. (คุณภาพ คุณค่า และประโยชน์ของสินค้า)

9. (การศึกษา และการใฝ่หาความรู้)

10. (การรวมกลุ่มทำงานด้านสาธารณะ)

11. (กระบวนการในการปกครองประเทศ)

12. (โดยทางอ้อม)

13. (ตั้งผู้ทำการแทนตน โดยทำเป็นหนังสือมอบอำนาจให้ทำการแทน)

14. (สำนักงานอัยการสูงสุด)

15. (ประชาชนผู้ยากไร้ และไม่ได้รับความเป็นธรรม)

อภิปราย หรือเขียน

(เพื่อนๆต้องศึกษาจากในหนังสือเรียน หรือจากเอกสารที่จัดทำให้ แล้วตอบตามความคิดเห็นของตนเองครับ)

                                           …………………………………………………………..

อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง (2)


อิเหนา  ตอน  ศึกกะหมังกุหนิง
     อิเหนา  เป็นบทละครพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  เป็นบทละครที่วรรณคดีสโมสรยกย่องให้เป็นยอดของบทละครรำ  เพราะเป็นหนังสือซึ่งแต่งดีพร้อมทั้งเนื้อหา  ทั้งความไพเราะ  ทั้งกระบวนที่จะเล่นละครประกอบกัน  และยังเป็นหนังสือดีในทางที่จะศึกษาประเพณีไทยสมัยโบราณ  พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยทรงพระราชนิพนธ์ตรงตามตำราทุกอย่าง  แม้บทละครเรื่องอิเหนาจะมีเค้าเรื่องมาจากนิทานพื้นเมืองชวา  แต่ทรงดัดแปลงแก้ไขให้เข้ากับธรรมเนียมของบ้านเมือง  อัธยาศัยและรสนิยมของคนไทย

ผู้แต่ง
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย

ลักษณะคำประพันธ์
กลอนบทละคร

จุดมุ่งหมายในการแต่ง
เพื่อใช้ในการแสดงละครใน

ความเป็นมา
อิเหนา  เป็นวรรณคดีที่มีมาแต่เมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี  มีที่มาจาก
นิทานปันหยี  ซึ่งเป็นคำสามัญที่ชาวชวาใช้เรียกวรรณคดีที่มีความสำคัญมากเรื่องหนึ่ง
คือ  เรื่องอิหนา  ปันหยี  กรัต ปาตี วรรณคดีเรื่องนี้มีเนื้อเรื่องเป็นพงศาวดาร
แต่งขึ้นเพื่อการเฉลิมพระเกียรติกษัตริย์ชวาพระองค์หนึ่งซึ่งทรงเป็นนักรบ
นักปกครอง  และทรงสร้างความเจริญให้แก่ชวาเป็นอย่างมาก
ชาวชวาถือว่าอิหนาเป็นวีรบุรุษ  เป็นผู้มีฤทธิ์  เรื่องที่เล่าสืบต่อกันมา
จนกลายเป็นนิทานจึงเต็มไปด้วยอิทธิปาฏิหาริย์

บทอาขยานที่ต้องท่องจำ

                        ว่าพลางทางชมคณานก                    โผนผกจับไม้อึงมี่
                เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี                          เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
                นางนวลจับนางนวลนอน                         เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
                จากพรากจับจากจำนรรจา                       เหมือนจากนางสการะวาตี
                 แขกเต้าจับเต่าร้างร้อง                           เหมือนร้างท้องมาหยารัศมี
                 นกแก้วจับแก้วพาที                               เหมือนแก้วพี่ทั้งสามสั่งความมา
                 ตระเวนไพรร่อนร้องตระเวนไพร                  เหมือนเวรใดให้นิราศเสน่หา
                 เค้าโมงจับโมงอยู่เอกา                          เหมือนพี่นับโมงมาเมื่อไกลนาง
                 คับแคจับแคสันโดษเดี่ยว                        เหมือนเปล่าเปลี่ยวคับใจในไพรกว้าง
                  ชมวิหคนกไม้ไปตามทาง                        คะนึงนางพลางรีบโยธี

เรื่องย่อ
     ดินแดนชวาโบราณมีกษัตริย์วงศ์หนึ่งเรียกว่า  วงศ์สัญแดหวาหรือวงศ์เทวา  เพราะว่าสืบเชื้อสายมาจากเทวดา  คือ  องค์ปะตาระกาหลา  กล่าวกันว่าวงศ์นี้มีพี่น้องสี่องค์  องค์พี่ครองเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองครองเมืองดาหา  องค์ที่สามครองเมืองกาหลัง  และองค์ที่สี่ครองเมืองสิงหัดส่าหรี  กษัตริย์วงศ์เทวามีอานุภาพยิ่งใหญ่ด้วยยศศักดิ์  ถือตัวว่าเป็นชนชั้นสูงจึงอภิเษกกันเฉพาะในวงศ์พี่น้อง  นอกจากนี้ทั้งสี่เมืองเท่านั้นที่สามารถแต่งตั้งมเหสีได้ 5 องค์  ตามลำดับตำแหน่ง  คือ  ประไหมสุหรี  มะเดหวี  มะโต  ลิกู  เหมาหราหงี  แต่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเมืองหมันหยาซึ่งเป็นเมืองเล็กกว่า  กล่าวคือ  เจ้าเมืองนี้มีราชธิดาสามองค์  องค์โตชื่อนิหลาอระตา  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองกุเรปัน  องค์ที่สองชื่อ  ดาหราวาตี  ได้ไปเป็นประไหมสุหรีเมืองดาหา  ส่วนองค์สุดท้องชื่อ  จินดาส่าหรี  ได้อภิเษกกับโอรสท้าวมังกัน  และได้ครองเมืองหมันหยา
          ท้าวกุเรปันมีโอรสองค์แรกกับลิกู  ชื่อว่า  กะหรัดตะปาตี  ต่อมามีโอรสกับประไหมสุหรีเป็นหนุ่มรูปงามและเก่งกล้าสามารถมาก  ชื่อ  อิเหนา  หรือ  ระเด่นมนตรี  และมีราชธิดาชื่อวิยะดา  ส่วนท้าวดาหามีราชธิดากับประไหมสุหรีชื่อ  บุษบา  และมีโอรสชื่อ  สียะตรา  บุษบามีอายุไล่เลี่ยกับอิเหนา  ท้าวกุเรปันจึงหมั้นบุษบาให้กับอิเหนา  และสียะตราก็หมั้นหมายกันไว้กับวิยะดา
          ส่วนระตูหมันหยากับประไหมสุหรีก็มีราชธิดาชื่อระเด่นจินตะหรา  อายุรุ่นราวคราวเดียวกับอิเหนา  ท้าวสิงหัดส่าหรีกับประไหมสุหรีมีโอรสชื่อระเด่นสุหรานากง  ราชธิดาชื่อระเด่นจินดาส่าหรี  ท้าวกาหลังมีราชธิดาชื่อ  ระเด่นสกาหนึ่งรัด  ซึ่งเป็นคู่ตุนาหงันของสุหรานากง
          เมื่อพระอัยยิกาที่เมืองหมันหยาสิ้นพระชนม์  ท้าวกุเรปันมอบหมายให้อิเหนาไปร่วมพิธีถวายพระเพลิงพร้อมกับกะหรัดตะปาตี  อิเหนาพบจินตะหราก็หลงรัก  จนพิธีถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็ยังไม่ยอมกลับกุเรปัน  ท้าวกุเรปันจึงต้องอ้างว่าประไหมสุหรีจะมีพระประสูติกาลให้กลับมาเป็นกำลังใจให้พระราชมารดา  อิเหนาจำใจต้องกลับมาประจวบกับพระราชมารดาประสูติ  พระราชธิดาหน้าตาน่ารัก  นามว่า  ระเด่นวิยะดา
          อย่างไรก็ตามอิเหนายังหาทางกลับไปเมืองหมันหยาอีก  โดยอ้างว่าจะไปประพาสป่า  แล้วปลอมตัวเป็นโจรป่าชื่อ  มิสารปันหยี  ระหว่างทางได้รบกับระตูบุศิหนา  น้องชายสุดท้องของระตูปันจะรากันและระตูปักมาหงัน  ปรากฏว่าระตูบุศสิหนาตายในที่รบ  นางดรสาซึ่งเพิ่งเข้าพิธีอภิเษกกับระตูบุศสิหนาจึงกระโดดเข้ากองไฟตายตามพระสวามี  ส่วนระตูจะรากันและระตูปักมาหงันยอมแพ้และถวายพระธิดาและพระโอรสให้อิเหนา  คือ  นางสะการะวาตี  นางมาหยารัศมี  และสังคามาระตา  เมื่ออิเหนาเข้าเมืองหมันหยาได้ก็ลักลอบเข้าหานางจินตะหรา  แล้วได้สองนางคือ  นางสะการะวาตีและนางมาหยารัศมีเป็นชายา  และรับสังคามาระตาเป็นน้องชาย
          ท้าวกุเรปันเรียกอิเหนากลับเมืองถึงสองครั้ง  พร้อมทั้งนัดวันอภิเษกระหว่างอิเหนากับบุษบา  แต่อิเหนาไม่ยอมกลับ  สั่งความตัดรอดนางบุษบา  ท้าวกุเรปันและท้าดาหาทราบเรื่องก็ขัดเคืองพระทัย  ท้าวดาหาถึงกับหลุดปากว่าถ้าใครมาขอบุษบาก้จะยกให้
          ฝ่ายจรกา  ระตูเมืองเล็กเมืองหนึ่ง  และเป็นอนุชาของท้าวล่าส่ำ (ท้าล่าส่ำผู้นี้มีธิดา  คือ  ระเด่นกุสุมา  เป็นคู่หมั้นของสังคามาระตา)  จรกาเป็นชายรูปชั่วตัวดำ  แต่อยากได้ชายารูปงาม  จึงให้ช่วงวาดไปแอบวาดภาพราชธิดาของเมืองสิงหัดส่าหร  คือ  นางจินดาส่าหรี  ครั้นทราบข่าวว่านางบุษบาสวยงามมากจึงให้ช่างวาดแอบวาดภาพนางบุษบาอีก  ช่างวาดแอบวาดภาพได้ 2 ภาพ  คือ  ตอนนางบุษบาเพิ่งตื่นบรรทบและภาพที่แต่งองค์เต็มที่  ขณะเดินทางกลับองค์ปะตาระกาหลาบันดาลให้รูปนางบุษบาที่ทรงเครื่องตกหายไป  จรกาได้เห็นภาพที่เพิ่งตื่นบรรทมเท่านั้นก็หลงใหลถึงกับสลบลงทันที
          เมื่อจรกาได้ข่าวจากช่างวาดภาพว่าบุษบาร้างคู่ตุนาหงัน  จึงรีบให้ระตูล่าส่ำ  พี่ชายมาสู่ขอบุษบา  ท้าวดาหากำลังโกรธอิเหนาอยู่แม้จะรู้ว่าจรการูปชั่ว  ต่ำศักดิ์  แต่เมื่อพลั้งปากว่าใครมาขอก็จะยกให้  จึงจำใจยากนางบุษบาให้จรกาและกำหนดการวิวาห์ภายในสามเดือน
          กล่าวถึงกษัตริย์อีกวงศ์หนึ่ง  องค์พี่ครองเมืองกะหมังกุหนิงมีพระโอรสชื่อวิหยาสะกำ  องค์รองครองเมืองปาหยัง  องค์สุดท้องครองเมืองปะหมันสลัด
          อยู่มหาวิหยาสะกำโอรสท้าวกะหมังกุหนิง  เสด็จประพาสป่าแล้วพบภาพวาดของนางบุษบาทรงเครื่องที่หายไปก็คลั่งไคล้หลงถึงกับสลบเช่นกัน  ท้าวกะหมันกุหนิงรักและเห็นใจโอรสมาก  จึงให้คนไปสืบว่านางในภาพนั้นเป็นใครแล้วให้แต่งทูตไปขอ  แต่ท้าวดาหามอบนางบุษบาให้จรกาแล้วจึงปฏิเสธไป  เมื่อไม่สมหวังท้าวกะหมังกุหนิงจึงยกทัพมาชิงนางบุษบา  โดยแจ้งระตูปาหยังและระตูปะหมันน้องชายและหัวเมืองทั้งหลายยกทัพมาช่วยรบด้วย
          ท้าวกุเรปันจึงเรียกตัวอิเหนาจากเมืองหมันหยามาช่วยท้าวดาหาทำศึกกับท้าวกะหมังกุหนิง  อิเหนาเป็นฝ่ายมีชัยในศึกครั้งนี้  อิเหนาสังหารกะหมังกุหนิง  สังคามาระตาสังหารวิหยาสะกำ  ระตูปาหยังกับปะหมันยอมแพ้ขอเป็นเมืองขึ้น  เมื่อเสด็จศึกอิเหนาเข้าเฝ้าท้าวดาหา  เมื่อได้พบกับนางบุษบาก็หลงรักทันที  จึงหาทางขัดขวางพิธีอภิเษกโดยการลักพาตัวบุษบาไปซ่อนไว้ในถ้ำ  องปะตาระกาหลากริ้วที่อิเหนาทำไม่ถูกต้อง  จึงบันดาลให้เกิดลมหอบนางบุษบาไปจากอิเหนา  อิเหนาและนางบุษบาต่างต้องเผชิญกับเหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นเวลาหลายปีจึงได้กลับมาพบกัน

วิเคราะห์คุณค่าวรรณคดี
    คุณค่าด้านเนื้อหา
    แนวคิด  เรื่องอิเหนา  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  เป็นเรื่องที่แสดงให้เห็นถึงความรักของพ่อที่มีต่อลูก  รักและตามใจทุกอย่าง  แม้นกระทั่วตัวตายก็ยอม
     ฉาก ตอนศึกกะหมังกุหนิงจะปรากฎฉากรบที่ชัดเจน  มีการตั้งค่าย  การใช้อาวุธ  และการต่อสู้ของตัวละครสำคัญ
     ปมขัดแย้ง  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  มีหลายข้อแย้ง  แต่ละปมปัญหาเป็นเรื่องที่อาจเกิดได้ในชีวิตจริง  และสมเหตุสมผล  เช่น
          ปมแรก  คือ  ท้าวกุเรปันให้อิเหนาอภิเษกกับบุษบา  แต่อิเหนาหลงรักจินตะหราไม่ยอมอภิเษกกับบุษบา
          ปมที่สอง  คือ  ท้าวดาหาขัดเคืองอิเหนา  ยกบุษบาให้จรกา  ทำให้ท้าวกุเรปันและพระญาติทั้งหลายไม่พอพระทัย
          ปมที่สาม  ท้าวกะหมังกุหนิงมาสู่ขอบุษบาให้วิหยาสะกำ  แต่ท้าวดาหายกให้จรกาไปแล้ว  จึงเกิดศึกชิงนางขึ้น
          ปมที่สี่  อิเหนาจำเป็นต้องไปช่วยดาหา  จินตะหราคิดว่าอิเหนาจะไปอภิเษกกับบุษบา  จินตะหราขัดแย้งในใจตนเอง  หวั่นใจกับสถานภาพของตนเอง
          ปมที่สามเป็นปัญหาที่สำคัญที่สุด  เมื่อท้าวกะหมังกุหนิงคิดจะทำสงครามกับกรุงดาหาเพื่อชิงนางบุษบามาให้วิหยาสะกำโอรสองพระองค์  ท้าวกะหมังกุหนิงหารือกับระตูปาหยังและท้าวปะหมันผู้เป็นอนุชา  ทั้งสองทัดทานว่าดาหาเป็นเมืองใหญ่ของกษัตริย์วงศ์อสัญแดหวาผู้มีฝีมือเลื่องลือในการสงคราม  ส่วนกะหมังกุหนิงเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ คงจะสู้ศึกไม่ได้  แต่ท้าวกะหมังกุหนิงก็ไม่ฟังคำทัดทานเพราะรักลูกมากจนไม่อาจทนเห็นลูกทุกข์ทรมารได้  แม้จะรู้ว่าอาจสู้ศึกไม่ได้  แต่ก็ตัดสินใจทำสงครามด้วยเหตุผลที่บอกแก่อนุชาทั้งสองว่า
                         แม้วิหยาสะกำมอดม้วย               พี่ก็คงตายด้วยโอรสา
                         ไหนไหนจะตายวายชีวา              ถึงเร็วถึงช้าก็เหมือนกัน
                         ผิดก็ทำสงครามดูตามที               เคราะห์ดีก็จะได้ดังใฝ่ฝัน
                         พี่ดังพฤกษาพนาวัน                    จะอาสัญเพราะลูกเหมือนกล่าวมา

     ตัวละคร  อิเหนา  ตอนศึกกะหมังกุหนิง  มีตัวละครที่มีบทบาทสำคัญปรากฏอยู่มาก  ตัวละครมีบุคลิกลักษณะนิสัยที่โดดเด่นและแตกต่างกัน  เช่น
          ท้าวกุเรปัน
          ถือยศศักดิ์ไม่ไว้หน้าใคร  ไม่เกรงใจใคร  เช่น  ในราชสาส์นถึงระตูหมันหยา  กล่าวตำหนิระตูหมันหยาอย่างไม่ไว้หน้าว่า  เป็นใจให้จินตะหราแย่งคู่หมั้นบุษบา  สอนลูกให้ยั่วยวนอิเหนา  เป็นต้นเหตุให้บุษบาร้างคู่ตุนาหงัน
                              ในลักษณ์อักษรสารา               ว่าระตูหมันหยาเป็นผู้ใหญ่
                         มีราชธิดายาใจ                           แกล้งให้แต่งตัวไว้ยั่วชาย
                         จนลูกเราร้างคู่ตุนาหงัน                  ไปหลงรักผูกพันมั่นหมาย
                         จะให้ชิงผัวเขาเอาเด็ดดาย              ช่างไม่อายไพร่ฟ้าประชาชน
                         บัดนี้ศึกประชิดติดดาหา                  กิจจาลือแจ้งทุกแห่งหน
                         เสียงงานการวิวาห์จราจล                ต่างคนต่างข้องหมองใจ
                         การสงครามครั้งนี้มีไปช่วย               ยังเห็นชอบด้วยหรือไฉน
                         จะตัดวงศ์ตัดญาติให้ขาดไป              ก็ตามแต่น้ำใจจะเห็นดี
               ในพระราชสาส์นของท้าวกุเรปันถึงอิเหนาได้ยกความผิดให้จินตะหรา  จึงมีลักษณะเป็นผู้ใหญ่ที่มีอำนาจ  แต่ไม่มีเมตตา  ถือยศศักดิ์  และที่ต้องช่วยดาหานั้น  เพราะถ้าดาหาแพ้หมายถึงกษัตริย์วงศ์เทวาพ่ายแพ้ด้วย  ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอายอย่างยิ่ง
                              ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว          แต่เขาก็รู้อยู่ว่าตัวนั้นเป็นพี่
                         อันองค์ท้าวดาหาธิบดี                     นั้นมิใช่อาหรือว่าไร
                         มาตรแม้นเสียเมืองดาหา                  จะพลอยอายขายหน้าหรือหาไม่

               ท้าวดาหา
               หยิ่งในศักดิ์สรี  ใจร้อน  เช่น  ตัดสินใจรับศึกกะหมังกุหนิงโดยไม่สนใจว่าจะมีใครมาช่วยหรือไม่  ดังคำประพันธ์
                              คิดพลางทางสั่งเสนาใน               เร่งให้เกณฑ์คนขึ้นหน้าที่
                         รักษามั่นไว้ในบุรี                            จะดูทีข้าศึกซึ่งยกมา
                         อนึ่งจะคอยท่าม้าใช้                         ที่ให้ไปแจ้งเหตุพระเชษฐา
                         กับสองศรีราชอนุชา                         ยังจะมาช่วยหรือประการใด
                         แม้จะเคืองขัดตัดรอน                        ทั้งสามพระนครหาช่วยไม่
                         แต่ผู้เดียวจะเคี่ยวสงครามไป               จะยากเย็นเป็นกระไรก็ตามที
               เป็นคนรักษาสัจจะ  รักษาเกียรติยศชื่อเสียงเป็นอย่างยิ่ง  เมื่อได้ยกนางบุษบาให้จรกาไปแล้ว  เมื่อกะหมังกุหนิงมาสู่ขออีกจึงปฏิเสธ  ดังที่ว่า
                              อันอะหนะบุษบาบังอร                  ครั้งก่อนจรกาตุนาหงัน
                         ได้ปลดปลงลงใจให้มั่น                      นัดกันจะแต่งการวิวาห์
                         ซึ่งจะรับของสู่ระตูนี้                           เห็นผิดประเพณีหนักหนา
                         ฝูงคนทั้งแผ่นดินจะนินทา                    สิ่งของที่เอามาจงคืนไป

               อิเหนา
               รอบคอบ  มองการณ์ไกล  ตอนที่สังคามาระตารบกับวิหยาสะกำ  อิเหนาได้เตือน  สังคามาระตาว่าไม่ชำนาญกระบี่  อย่าลงจากหลังม้า  เพราะเพลงทวนนั้นชำนาญอยู่แล้วจะเอาชนะได้ง่ายกว่า
                              เมื่อนั้น                                     ระเด่นมนตรีใจหาญ
                         จึงตอบอนุชาชัยชาญ                         เจ้าจะต้านต่อฤทธิ์ก็ตามใจ
                         แต่อย่าลงจากพาชี                             เพลงกระบี่ยังหาชำนาญไม่
                         เพลงทวนสันทัดจัดเจนใจ                     เห็นจะมีชัยแก่ไพรี
               มีอารมณ์ละเอียดอ่อน  เมื่อจากสามนางมาเห็นสิ่งใดก็คิดถึงนางทั้งสาม  คำประพันธ์ความตอนนี้มีความไพเราะมาก
                              ว่าพลางทางชมคณานก                   โผนผกจับไม้อึงมี่
                         เบญจวรรณจับวัลย์ชาลี                         เหมือนวันพี่ไกลสามสุดามา
                         นางนวลจับนางนวลนอน                        เหมือนพี่แนบนวลสมรจินตะหรา
                         จากพรากจับจากจำนรรจา                      เหมือนจากนางสการะวาตี

 

อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง (1)


อิเหนา ตอนศึกกะหมังกุหนิง   (แบบถอดคำประพันธ์ทั้งหมด)


         เมื่อเมืองขึ้นยกทัพมาถึงเมืองกะหมังกุหนิงท้าวกะหมังกุหนิงออกมต้อนรับ พระอนุชาของท้าวกะหมังกุหนิง ทั้ง ๒ พระองค์
คือ ระตูปาหยัง และระตูประหมัน ก็ยกทัพมา  เมื่อทั้งสองรู้ถึงสาเหตุที่ท้าวกะหมังกุหนิงจะยกทัพไปแย่งชิงนางบุษบา
ก็ทรงห้ามปราม โดยให้เหตุผลว่า พระธิดาที่สวย ใช่จะมีแต่พระธิดาของท้าวดาหา  เมืองอื่นก็มี  และอีกประการหนึ่ง
เมืองดาหาเป็นเมืองใหญ่ วงศ์อสัญแดหวา มีเมืองพี่เมืองน้องที่เก่งกล้า   ถ้าทำศึกกับเมืองดาหา ก็เท่ากับทำศึกกับวงศ์อสัญแดหวา ซึ่งเปรียบดังแสงอาทิตย์ ส่วนเมืองกะหมังกุหนิงเปรียบเหมือนหิ่งห้อย      แต่ท้าวกะหมังกุหนิงไม่เชื่อพระอนุชา
ทั้งสอง เพราะรักลูก เกรงว่าถ้าวิหยาสะกำ จะตายเพราะตรอมใจถ้าไม่ได้นางบุษบา ซึ่งถ้าหากวิหยาสะกำตาย
ท้าวกะหมังกุหนิงก็คงต้องตายด้วย เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ต้องตายเพราะลูก

         ฝ่ายราชทูตที่ไปสู่ขอนางบุษบา  ได้ส่งพระราชสารของท้าวกะหมังกุหนิงให้ท้าวดาหา เมื่อท้าวดาหาทรงทราบใจความของในพระราชสาร ก็ตอบปฏิเสธไป เนื่องจากได้ตกลงให้นางบุษบาเป็นตุนาหงันกับจรกาไปแล้ว  และบรรดาข้าวของ-
เครื่องราชบรรณาการที่ท้าวกะหมังกุหนิงส่งมาก็ไม่ขอรับ  ราชทูตได้แจ้งเตือนให้ท้าวดาหาทราบว่า ท้าวกะหมังกุหนิงจะยก
กองทัพมาแย่งชิงนางบุษบา

        เมื่อราชทูตของเมืองกะหมังกุหนิงกลับไปแล้ว ท้าวดาหาก็ให้ทหารไปแจ้งข่าวพระเชษฐา ก็คือท้าวกุเรปัน และพระอนุชา
ทั้งสอง   ก็คือท้าวสิงหัดส่าหรี  และท้าวกาหลัง  นอกจากนี้ยังแจ้งไปยังเมืองของจรกา ให้ยกทัพมาช่วยรบโดยเร็ว
เมืองกุเรปัน เมื่อรู้ข่าวศึก ก็กังวลพระทัยมาก เนื่องจากอิเหนาอยู่กับนางจินตหราที่เมืองหมันหยาจึงสั่งให้แต่งจดหมายขึ้นมา ๒ ฉบับ  ส่งไปเมืองหมันหยา  ให้อิเหนา ๑ ฉบับ และให้ท้าวหมันหยา ๑ ฉบับ ให้เดินทางภายใน  ๑๕ คืน 
แล้วก็สั่งให้กะหรัดตะปาตี (เป็นโอรสที่เกิด มะเดหวี มเหสีลำดับที่ ๒ มีศักดิ์เป็นพี่ของอิเหนา)ยกทัพไปสมทบกับทัพของอิเหนา
ที่จะยกมาจากเมืองหมันหยา โดยให้ยกทัพไปคอยที่ทางร่วมจะไปเมืองดาหา

         ฝ่ายเมืองกาหลัง ไม่มีพระโอรส จึงมอบหมายให้เสนาผู้ใหญ่ ตำแหน่ง ตำมะหงง กับ ดะหมัง เร่งยกทัพไปช่วย
เมืองดาหา  ระหว่างทาง ตำมะหงงกับดะหมัง ได้พบกับทัพของสุหรานากง  ที่มาจากเมืองสิงหัดส่าหรี  จึงสมทบทัพ
เดินทางมาพร้อมกัน

         กล่าวฝ่ายราชทูตเมืองกะหมังกุหนิง เมื่อเดินทางกลับถึงเมืองก็ไปเฝ้าท้าวกะหมังกุหนิง แล้วทูลเล่าเรื่องที่ไปเมืองดาหา
ให้ท้าวกะหมังกุหนิงฟังทุกประการ   ท้าวกะหมังกุหนิงโกรธแค้นที่ท้าวดาหาไม่ยอมยกพระธิดาให้จึงสึ่งให้จัดเตรียมทัพจะยกไป
ในวันรุ่งขึ้น   โดยกำหนดให้วิหยาสะกำเป็นทัพหน้า  ระตูปาหยังกับระตูประหมันเป็นทัพหลัง
ส่วนท้าวกะหมังกุหนิงเป็นจอมทัพหรือแม่ทัพทัพหลวง    ได้ปรึกษาพระโหราก่อนเคลื่อนทัพ  โหรทำนายว่า
         “เทียบดูดวงชะตาของทรงยศ      กับโอรสถึงฆาตชันษา…” หมายถึง  ท้าวกะหมังกุหนิงกับ วิหยาสะกำ  ชะตาขาด
        “จึงทูลว่าถ้ายกวันพรุ่งนี้              จะเสียชัยไพรีเป็นแม่นมั่น”    โหรบอบว่า  หากยกทัพพรุ่งนี้ แพ้แน่นอน
         “งดอยู่อย่าเสด็จสักเจ็ดวัน          ถ้าพ้นนั้นก็เห็นไม่เป็นไร”   ให้งดการศึกษาก่อน ๗ วัน แล้วค่อยมาหาฤกษ์ใหม่

        ท้าวกะหมังกุหนิงพิเคราะห์ดูแล้วก็ไม่ทำตามคำของโหร   เนื่องจากสั่งทหารจัดทัพ เตรียมเดินทางแล้ว เมื่อได้ตรัสไปแล้ว
ก็ต้องทำตามเกรงทหาจะดูหมิ่นได้  ประการที่สองถ้ายกทัพไปช้า  เมืองต่างๆ ที่จะมาช่วยเมืองดาหา อาจเดินทางมาถึงก่อน
การทำสงครามก็จะยากกว่าเดิม และประการสุดท้ายให้เป็นเรื่องของเวรกรรม แล้วก็สั่งเดินทัพ   โดยมีวิหยาสะกำเป็นทัพหน้า
เดินทางได้ ๑๐ วันก็ถึงเขตเมืองดาหา ท้าวกะหมังกุหนิงสั่งให้จัดทัพเป็นรูปนาคนาม  มีภูมิประเทศมีลำธารน้ำ และมีต้นไม้ใหญ่  สั่งให้ทหารสอดแนมข่าวศึก

        ท้าวดาหาพอทราบข่าวว่าข้าศึกยกมา สั่งให้ปะหรัดกะติกา(โอรสของท้าวดาหากับลิกู)เตรียมป้องกันเมือง
ไม่นานนักกองทัพของสุหรานากงที่มาจากเมืองสิงหัดส่าหรี และทัพของเมืองกาหลังที่มีตำมะหงงกับดะหมัง  คุมทัพมา ก็มาถึงเมืองดาหา สุหรานากง ตำมะหงง และดะหมัง เข้าไปเฝ้าเท้าดาหา ท้าวดาหาตรัสถามถึงเมืองกุเรปันว่าส่งใครมาช่วย
สุหรานากงแจ้งว่าให้กะหรัดตะปาตียกทัพมาสบทบทัพอิเหนายกมาช่วย  ท้าวดาหาไม่เชื่อเนื่องจากน้อยใจที่อิเหนาปฏิเสธ
การแต่งงาน   จนทำให้เกิดศึก  พร้อมกับสังให้สุรานากงตั้งรับอยู่ในพระนคร

         ฝ่ายดะหมังเมืองกุเรปันถึงหนังสือของท้าวกุเรปันไปถึงเมืองหมันหยา และนำจดหมายไปส่งให้อิเหนา
อิเหนาเปิดจดหมายอ่านทันที

              ในลักษณะนั้นวาปัจจามิตร             มาตั้งติดดาหากรุงใหญ่
          จงเร่งรีบรี้พลสกลไกร                       ไปช่วยชิงชัยให้ทันที
          ถึงไม่เลี้ยงบุษบาเห็นว่าชั่ว                แต่เขารู้อยู่ว่าตัวนั้นเป็นพี่
          อันองค์ท้าวดาหาธิบดี                      นั้นมิใช่อาหรือว่าไร
          มาตรแม้นเสียเมืองดาหา                   จะพลอยอายขายหน้าหรือหาไม่
         ซึ่งเกิดศึกสาเหตุเภทภัย                     ก็เพราะใครทำความไว้งามพักตร์
         ครั้งหนึ่งก็ให้เสียวาจา                       อายชาวดาหาอาณาจักร
         ครั้งนี้เร่งคิดดูจงนัก                          จะซ้ำให้เสียศักดิ์ก็ตามที
         แม้มิยกพลไกลไปช่วย                      เราม้วยก็อย่ามีดูผี
         อย่าดูทั้งเปลวอัคคี                          แต่นี้ขาดกันจนบรรลัย

        เมื่ออิเหนาอ่านสารของท้าวกุเรปันจบ ก็ครุ่นคิดว่าบุษบาจะสวยงามปานใด
กษัตริย์เมืองต่างๆ จึงจะต้องมาตายเพราะแย่งชิงนาง ถ้าสวยเหมือนจินตหรา
ก็น่าเอาชีวิตเข้าแลก  จึงแจ้งแก่ดะหมังว่า อีก ๗ วันจะยกทัพไป  ดะหมังจึงเชิญให้รีบยกทัพ
ไปก่อน เพราะอาจเสียงการ  ถ้าไปช้า
 
        ส่วนจดหมายอีกฉบับดะหมังนำไปส่งให้ท้าวหมันหยา 
ใจความจดหมายของท้าวกุเรปันถึงท้าวหมันหยาดังนี้
                
    ในลักษณ์อัษรสารา                  ว่าระตูหมันหยาเป็นผู้ใหญ่
            มีราชธิดายาใจ                               แกล้งให้แต่งตัวไว้ชั่วชาย
            จนลูกเราร้างคู่ตุนาหงัน                     ไปหลงรักผูกพันมั่นหมาย
            จะให้ชิงผัวเขาเอาเด็ดดาย                 ช่างไม่อายไพร่ฟ้าประชาชน
            บัดนี้ศึกประชิดติดดาหา                     กิจจาลือแจ้งทุกแห่งหน
            เสียงานการวิวาห์จลาจล                    ต่างคนต่างข้องหมองใจ
            การสงครามครั้งนี้มิไปช่วย                  ยังเห็นชอบด้วยหรือไฉน
            จะตัดวงศ์ตัดญาติให้ขาดไป                 ก็ตามแต่น้ำใจจะเห็นดี

         เมื่ออ่านจดหมายจบ ท้าวหมันหยาจึงบอกกับอิเหนาให้รีบยกทัพไปเมืองดาหา
ให้เอาระเด่นดาหยน(เป็นโอรสของท้าวหมันหยากับมะเดหวี)คุมทัพเมืองหมันหยาไปช่วยด้วย
ให้รีบยกทัพไปแต่พรุ่งนี้
        อิเหนาเข้าไปลานางจินตะหรา แต่นางจินตะหราไม่เชื่อ คิดว่าอิเหนาจะหาเหตุ
ไปหานางบุษบาที่เมืองดาหาจึงตัดพ้อต่อว่าด้วยความแค้นใจ น้อยใจ
                                    
…..แล้วว่าอนิจจาความรัก   พึ่งประจักษ์ดั่งสายน้ำไหล
                                         ตั้งแต่จะเชี่ยวเป็นเกลียวไป  ที่ไหนเลยจะไหลคืนมา…

        แต่เมื่ออิเหนายืนยันหนักแน่น  พร้อมทั้งนำจดหมายจากพระบิดามายืนยัน
นางจินตะหราจึงยอมเชื่อและอนุญาตให้ไปอิเหนาจึงฝากให้ช่วยดูแลนางมาหยารัศมี 
และนางสะการะวาตี มเหสีอีกสองคนด้วย ส่วนสังคามาระตา พระอนุชาของนางมาหยารัศมี
อิเหนานำไปด้วยเพราะรักและเอ็นดูเหมือนน้องชาย

         อิเหนาพร้อมระเด่นดาหยน และสังคามาระตา เดินทัพมาพบกับกะหรัดตะปาตี
ซึ่งยกทัพมาคอยอยู่ก่อนแล้วจึงสบทบทัพและมั่งหน้าไปเมืองดาหา ระหว่างทางอิเหนา
ก็เฝ้าคิดถึงนางทั้งสาม (ดังบทท่องจำที่ท่องกันนั้น)  
         เมื่อเดินทางเข้าเขตกรุงดาหา อิเหนาสั่งให้ตั้งทัพเป็นรูปครุฑนาม ซึ่งมีภูมิประเทศเป็นภูเขา และมีทุ่งโล่ง  แล้วสั่งให้ตำมะหงง  เข้าไปแจ้งข่าวกับท้าวดาหาแทน  
ตำมะหงงเข้าเฝ้าท้าวดาหา ท้าวดาหาตรัสช่วนให้อิเหนาเข้าไปพัก
ในเมืองดาหา   ตำมะหงงแจ้งว่า อิเหนามีความผิดของทำงานแก้ตัวก่อน
ท้าวดาหาแจงให้สุหรานากงทราบว่าอิเหนาเดินทาง
มาถึงแล้วพร้อมกับ  กะหรัดตะปาตี ตามที่สุหรานากงบอกไว้แต่แรก   สุหรานากงจึงยกทัพ
ออกจากเมืองดาหาเพื่อมาสบทบกับทัพของอิเหนาที่นอกเมือง
         ท้าวกะหมังกุหนิง ให้ทหารไปสอดแนม  ทหารสอดแนมมาแจ้งว่ามีกองทัพใหญ่ยกมา และมีทัพออกจากเมืองดาหามาสบทบ จึงคาดว่า ทัพใหญ่ที่ยกมาเป็นทัพของจรกา
ทัพที่มาสมทบเป็นทัพของเมืองดาหาจึงมิได้กลัว 
บัญชาให้ทหาเตรียมพร้อมจะยกเข้าประจัญ
วันพรุ่งนี้

            ครั้งรุ่งเช้ากษัตริย์ทั้ง ๕ ได้แก่  อิเหนา   กะหรัดตะปาตี  ระเด่นดาหยน  
สังคามาระตา และสุหรานากง
ก็เตรียมพร้อมที่จะประจัญกับข้าศึก  เมื่อกองหน้าปะทะกัน 
สังคามาระตาจึงขับม้าบุกเข้าไปแต่ผู้เดียว อิเหนาเห็นว่ายังเด็ก และไม่มีประสบการณ์จึงชวน
ทุกคนตามไป  พบกับท้าวกะหมังกุหนิง   ท้าวกะหมังกุหนิงจึงถามหาจรกา 
          ครั้นอิเหนาบอกให้ทราบ  ท้าวกะหมังกุหนิงก็พยายามหว่านล้อมให้อิเหนายกทัพกลับ
จนอิเหนาท้าทายทำให้วิหยาสะกำ ต้องออกรับแทนท้าวกะหมังกุหนิง  และสังคามาระตา
จึงขออิเหนาสู้กับวิหยาสะกำ  อิเหนาอนุญาตและห้ามลงจากหลังม้า ให้ใช้ทวนเอาชนะให้ได้   สังคามาระตาสังหารวิหยาสะกำด้วยทวน ท้าวกะหมังกุหนิงเห็นพระโอรสตายด้วยฝีมีของ
สังคามาระตาก็ขับม้าเข้าไล่ล่าสังคามาระตา แต่อิเหนาเข้าไปขัดขว้างแล้วเกิดการต่อสู้ระหว่างอิเหนากับท้าวกะหมังกุหนิง   อิเหนาสังหารท้าวกะหมังกุหนิงด้วยกริช ที่องค์ประตาระกาหราประทานให้

         กองทัพท้าวกะหมังกุหนิงแตก  พระอนุชาทั้งสองของท้าวกะหมังกุหนิง ระตูปาหยังและระตูประหมัน เข้าเฝ้า
เพื่อทูลขอเป็นเมืองขึ้น อิเหนาอนุญาตให้พระศพกลับไปทำพิธีที่บ้านเมือง  แล้วเดินไปดูศพของวิหยาสะกำ
                    ตรัสพลางย่างเยื้องยุรยาตร        องอาจดังไกรสรสีห์
            สองระตูตามเสด็จจรลี                     ไปที่วิหยาสะกำตาย
            มาเห็นศพทอดทิ้งกลิ้งอยู่                  พระพินิจพิศดูแล้วใจหาย
            หนุ่มน้อยโสภาน่าเสียดาย                 ควรจะนับว่าชายโฉมยง
            ทนต์แดงดังแสงทับทิม                   เพริศพริ้มเพรารับกับขนง
            เกศาปลายงอนงามทรง                  เอวองค์สารพัดไม่ขัดตา
           
กระนี้หรือบิดามิพิศวาส                    จนพินาศด้วยโอรสา
            แม้ว่าระตูจรกา                             งามเหมือนวิหยาสะกำนี้
            จะมิได้ร้อนรนด้วยปนศักดิ์                น่ารักรูปทรงส่งศรี
            ตรัสแล้วลีลาขึ้นพาชี                      กลับไปยังที่พลับพลาพลัน

ขอขอบคุณ สหวิชาดอทคอม

คลิปแนะนำตัวเอง : พัดโบก no.11


 คลิปแนะนำตัวเอง

นายแบบ   นายอิทธิพัทธ์  ประสม   เลขที่11   ม.4/17

โรงเรียน  ราชสีมาวิทยาลัย

อัพโหลด  18 ก.ค. 2554

 

บทที่ 1 : การเขียนสุนทรพจน์


บทที่ 1

スピーチのげんこうをかく : การเขียนสุนทรพจน์

จุดประสงค์การเรียนรู้

            ผู้ศึกษาสามารถเขียนบทสุนทรพจน์เพื่อใช้ในการพูดเรื่องที่ต้องการได้

เนื้อหาหลัก                 

            1. アイヂィアをかく。                         เขียนความคิด

            2.  キーワードをならべる。                เขียนคำสำคัญ

            3.  こうせいをかんがえる。                คิดโครงเรื่อง

            4.  スピーチのげんこうをかく。         ลงมือเขียนสุนทรพจน์

แหล่งอ้างอิง

            ปรียา อิงคาภิรมย์.สนุกกับการเขียนภาษาญี่ปุ่น.กรุงเทพฯ:นิวเวฟ,2551

            http://www.lerningfun.com.jp

………………………………………………………………………..

       ความคิดเป็นส่วนสำคัญที่สุดของสุนทรพจน์ ดังนั้นเราคิดอะไรได้ก็ลองเขียนออกมาดูก่อน ในกรณีที่เราจดโน้ตย่อไว้เป็นภาษาญี่ปุ่น จะทำให้เราพูดภาษาญี่ปุ่นเป็นธรรมชาติมากขึ้น การใช้เนื้อหาเราอาจใช้คำอุปมาอุปไมยเพื่อให้ผู้ฟังเข้าใจเนื้อเรื่องง่ายขึ้น และยังทำให้เรื่องที่พูดมีชีวิตชีวามากขึ้นอีกด้วย

             ตัวอย่างเรื่องที่น่าสนใจ

にほんごのむずかしさ。                         ความยากของภาษาญี่ปุ่น

かんじ。                                                  ตัวอักษรคันจิ

かんちがいをしたけいけん。                 ประสบการณ์ที่เกิดจากความเข้าใจผิด

ともだちとまちあわせをしたこと。      เรื่องนัดเจอเพื่อน

にほんじんのかわったしゅうかん。      ธรรมเนียมแปลกๆของคนญี่ปุ่น

わたしたちのがっこう。                        โรงเรียนของพวกเรา

 การพูดสุนทรพจน์โดยทั่วไปสำหรับนักเรียนม.ปลายอย่างเราแล้ว จะใช้เวลาประมาณ 2-3 นาที เนื่องจากเวลาที่ใช้พูดมีน้อยเราจึงมักจะพูดแค่เพียงหัวข้อเดียว

 

 

 

                      เมื่อเราเลือกหัวข้อเรื่องได้แล้ว ขั้นตอนต่อไปก็เลือกเอาคำสำคัญ หรือคำเด่นๆออกมา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่น่าสนใจในเรื่องที่ต้องการจะเขียน ในบทนี้เราจะยกตัวอย่างการเขียนเรื่อง “ นัดเจอเพื่อน ”

 

 

ในการจะพูดให้ผู้ฟังประทับใจ และเข้าใจในเรื่องที่เราพูดได้โดยง่ายนั้น เราจะต้องคิดวางโครงเรื่องที่จะพูด ซึ่งถือว่าเป็นส่วนสำคัญที่สุด เช่น

 

 

 

เมื่อเราคิดโครงเรื่องที่ต้องการได้แล้ว ก็นำมาเรียบเรียงตามเนื้อหาได้เลยครับ ในกรณีที่ต้องการใช้คำขึ้นต้นและคำลงท้าย สามารถใช้สำนวนต่อไปนี้ได้ เช่น

 

                      การเขียนสุนทรพจน์ขอให้ทุกคนพูดโดยใช้คำพูดของตัวเองดีกว่า อย่ามัวแต่ติดกับรูปแบบการพูดสุนทรพจน์ที่ใช้กันอยู่ เพราะว่าเรื่องของทุกคนพูดได้น่าสนใจ และสนุกมากกว่า ดังนั้นขอให้ทุกคนคิดโครงเรื่อง และสนุกกับเรื่องที่คุณพูดไปพร้อมๆกับผู้ฟัง

 

ตัวอย่างสุนทรพจน์เรื่อง “นัดเจอกันที่ฮะจิโค” 

 

           すうカげつまえのことです。タイじんのともだち、イッティパットさんととうきょうしぶやのハチこうのぞうのまえで、まちあわせをしました。ハチこうはゆうめいなまちあわせばしょです。イッティパットさんはにほんごがわかりません。わたしは、ハチこうはしぶやえきのそばのひろばにたっているぞうだと、えいごでせつめいしておきました。

         じかんになっても、イッティパットさんはあらわれません。イッティパットさんはやくそくをきちんとまもるひとで、かならずじかんによりはやくそのばしょにきます。わたしはしんぱいになってきましたが、そのまままちました。イッティパットさんは30ぷんもおくれてきました。

         わたしは、ハチこうがいぬのぞうだということをわすれていたのです。ほかのくにでは、ふつう、ひろばににんげんのぞうがたっています。イッティパットさんは、にんげんのぞう、それに、なまえのさいごに[こ]がついているから、あるじょせいのぞうだとおもい、えきいんさんにえいごで[ミズ ハチコのぞうはどこにありますか]とたずねたそうです。 えきいんさんはなんかいきいてもわからなかったので、[ローマじでかいてください。]といました。[Ms.Hachiko]とかいたので、わかりにくかったのでしょう。ずいぶんじかんがかかったけれど、けつきょく、えきさんはイッティパットさんにいきかたをおしえてくださったそうです。

                イッティパットさんはぞうがおんなのひとのぞうでなく、いぬのぞうたとわかり、はずかしくて、もうにどとあのえきいんさんにはあいたくないといいました。

 

 

                          เรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ก่อนผมนัดเจอกับ อิทธิพัทธ์ เพื่อนชาวไทยที่หน้ารูปปั้นฮะจิโคแถวชิบุยะในโตเกียว อิทธิพัทธ์ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่น ผมอธิบายเป็นภาษาอังกฤษไว้ว่า “ฮะจิโคเป็นรูปปั้นที่อยู่ลานกว้าง ข้างๆสถานีรถไฟชิบุยะ”

            ถึงเวลานัดแล้วอิทธิพัทธ์ไม่มาสักที ปกติอิทธิพัทธ์เป็นคนที่รักษาสัญญาและจะมาก่อนเวลาเสมอ ผมรู้สึกกังวลแต่ก็ยังยืนรอต่อไป อิทธิพัทธ์มาสายไปตั้งครึ่งชั่วโมง

            ผมลืมบอกอิทธิพัทธ์ไปว่าฮะจิโคเป็นรูปปั้นของสุนัข โดยทั่วไปแล้วในประเทศอื่น ปกติแล้วที่ลานกว้างจะเป็นรูปปั้นคนตั้งอยู่ อิทธิพัทธ์คิดว่าเป็นรูปปั้นคน แถมคำว่าฮะจิโคยังมีคำว่า “โคะ” อยู่ท้ายคำ อิทธิพัทธ์ก็เลยคิดว่าเป็นรูปปั้นผู้หญิง อิทธิพัทธ์จึงไปถามเจ้าหน้าที่ที่สถานีรถไฟเป็นภาษาอังกฤษว่า “รูปปั้นของนางสาวฮะจิโคะอยู่ที่ไหน  ” เจ้าหน้าที่ฟังกี่ครั้งก็ไม่เข้าใจ เจ้าหน้าที่จึงบอกให้อิทธิพัทธ์เขียนเป็นตัวอักษรโรมัน อิทธิพัทธ์เขียนว่า “ Ms.Hachiko ”  ซึ่งคงจะเข้าใจยาก และมัวเสียเวลาหาอยู่นาน ในที่สุดดูเหมือนเจ้าหน้าที่สถานีจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร จึงบอกทางให้กับอิทธิพัทธ์ไป

            พออิทธิพัทธ์รู้ว่ารูปปั้นนั้นเป็นรูปปั้นสุนัข ไม่ใช่ผู้หญิง เขารู้สึกอาย และบอกว่า เขาไม่อยากเจอเจ้าหน้าที่คนนั้นอีกเลย

………………………………………………….